โอ้สกันเช่นเคย!!! สำหรับในครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอแหวกแนวมาพูดถึงขนมที่เพิ่งกินไปและชอบสุดๆจนขนาดต้องเอามาเขียนลงบล็อกอย่างทันทีทันใดด้วยความประทับใจในความอร่อย!!! โดยเจ้าขนมที่ว่านี้ก็คือ มันฝรั่งแผ่นเคลือบช็อคโกแล็ต (Potatochip Chocolate) จาก ROYCE นั่นเอง 

 

รูปประกอบพร้อมคำอธิบายไปตามเรื่อง (เนื่องจากไม่มั่นใจในการถ่ายรูปของกินให้ดูน่ากินสมกับความอร่อย ข้าพเจ้าขอใช้รูปจากบนเน็ตละกันนะ อิๆ) 

 

(นี่แหละจ้าเจ้าขนมที่ข้าพเจ้าได้มาลองกินในครั้งนี้ หนึ่งกล่องมีสองถุงสองแบบ ... เยอะพอดูเลยวุ้ยยย)

 

(ภายในก็ประกอบไปด้วยมันฝรั่งแผ่นเคลือบช็อคโกแล็ตนม [สีน้ำตาล] และแบบเคลือบไวท์ช็อคโกแล็ตกลิ่นชีส [สีขาว] ซึ่งมีชื่อว่า Fromage Blanc นั่นเอง <= แค่ชื่อก็หรูแล้ว!!)

 

(โฉมหน้าของเจ้ามันฝรั่งเคลือบไวท์ช็อคโกแล็ตกลิ่นชีสที่ข้าพเจ้าชอบเป็นพิเศษ!!! - จากรูปอาจจะดูยากซักหน่อยแต่จริงๆแล้วมันคือแผ่นมันฝรั่งที่ถูกเคลือบซะจนเป็นสีขาวนุ่มนวลจนไม่หลงเหลือความหยาบกร้านของมันฝรั่งทอดแต่อย่างใด!!! .... อืม ถ้ามันฝรั่งทอดทั่วไปเปรียบได้กับวัยรุ่นซ่าๆ เจ้านี่ก็คงจะเปรียบได้กับเจ้าหญิงเจ้าชายชั้นสูงละมั้ง เหอๆ)

 

พูดความรู้สึกอย่างคลั่งๆด้วยความประทับใจ (ต้องหักใจไปล้างมือก่อนมาพิมพ์เนี่ย อิๆ)

- มันฝรั่งทอดหอมกลิ่นเกลือนิดๆมันช่างเข้ากับรสของไวท์ช็อคโกแล็ตและชีสได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ!! แถมความกรอบของมันฝรั่งกับความอ่อนนุ่มของช็อคโกแล็ตมันก็ช่างผสมกันได้อย่างหาที่เปรียบไม่ได้อีกด้วย!!!! นับว่าเป็นขนมที่งดงามมีระดับทั้งรูปลักษณ์และรสชาติเลยทีเดียว!!! .... ข้าพเจ้าไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสลิ้มรสขนมที่เสมือนเป็นลูกผสมของสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบอย่างทั้งมันฝรั่งทอดและไวท์ช็อคโกแล็ตชีสเค้กพร้อมๆกัน!!!!!! .... ดีใจจริงๆวุ้ย!!!!!!! 

- แบบเคลือบช็อคโกแล็ตนมก็อร่อยไม่แพ้กันนะ!!!! แต่ไม่ประทับใจเท่าเจ้าสีขาว เหอๆ

- เฮือก แคลอรี่กระฉูดแหงๆ มันฝรั่ง + ทอด + ชีส + ไวท์ช็อคโกแล็ต ... กินคนเดียวทั้งกล่องอีก .... โอ้ว อ้วนแน่ๆ .... แต่เอาเหอะ อร่อยแบบนี้ก็ขอกินแหลกให้เบื่อกันไปข้างนึงเลยดีกว่า!!!!

- แน่นอนว่าเนื่องจากข้างในเป็นมันฝรั่งทอดเลยทำให้เกิดอาการเสพติด หยุดแค่ชิ้นเดียว(หรือหลายๆชิ้น)ไม่ได้ จากปรกติที่ถ้าเป็นชีสเค้กก็คงหยุดที่ครึ่งก้อนหรือหนึ่งก้อน พอเป็นเจ้านี่แล้วมันอร่อยเพลินเกินห้ามใจจริงๆ!!!

- ตินิดนึงว่าเพราะเคลือบช็อคโกแล็ตแล้วเอามาใส่รวมๆไว้ในถุงเดียวกันมันก็เลยทำให้หลายๆแผ่นติดกันนั่นแหละ กินลำบากนิดหน่อย เหอๆ หรือว่าบ้านเขามันหนาวซะจนแต่ละแผ่นมันไม่ติดกันก็ไม่รู้แหะ 

- จากที่เคยโดนยัดเยียดให้กินช็อคโกแล็ตชนิดต่างๆจาก ROYCE อยู่เสมอๆ ข้าพเจ้าขอรับประกันได้เลยว่าเจ้านี่มันอร่อยกว่าที่คิดจริงๆ ... ตอนแรกข้าพเจ้าก็คิดว่ามันก็แค่เลย์จุ่มช็อคโกแล็ค แต่เอาเข้าจริงต้องยอมรับว่าผิดคาดสุดๆ!!!!

 

ฟู่ สำหรับในครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ขอเขียนไว้เท่านี้ละกันนะ ... โอ้วความหวานกับความอร่อยมันขึ้นหัวจี้ดๆแล้วเนี่ย ทำไงดี 

โอ้สกันอีกเช่นเคย! สำหรับในครั้งนี้ข้าพเจ้าก็จะขอมาพูดถึงการ์ตูนที่เพิ่งอ่านไป (และชอบมากกกก ) อย่าง "การหายตัวไปของนางาโตะ ยูกิ" ซึ่งเป็นการ์ตูนสปินออฟจากซีรี่ย์สึซึมิยะ ฮารุฮิซึ่งที่เป็นนิยาย-อนิเมชื่อดังนั่นเอง รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจะบ้าคลั่งชอบใจแค่ไหน ถ้าสนใจก็อ่านต่อไปได้เลย 

 

 

(นี่แหละจ้า หน้าปกและนางเอกประจำเรื่องที่สุดแสนจะน่าร้ากกก อิๆ) 

 

รายละเอียดคร่าวๆ - เนื้อเรื่องภายในการ์ตูนเล่มนี้จะอ้างอิงจากเนื้อเรื่องในตอน "การหายตัวไปของสึซึมิยะ ฮารุฮิ" (ที่เพิ่งฉายโรงไป) แน่นอนว่าได้นางาโต้มาเป็นนางเอกประจำเรื่องแทนด้วย (วู้ๆๆ) โดยสำหรับบรรยากาศภายในเรื่องก็พูดสั้นๆง่ายๆได้เลยว่าเป็นเลิฟคอมเมดี้เต็มพิกัดระหว่างนางาโต้ผู้แสนจะขี้อายกับเจ้าเคียวน์นั่นแหละ นอกจากนั้นยังได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดนิดๆหน่อยๆอีกต่างหาก (ไม่หน่อยแหละ) อย่างอาซาคุระที่กลายเป็นคนดี้คนดีคอยช่วยเชียร์ให้ความรักของเพื่อนสนิทได้สมหวังเป็นต้น เหอๆ สรุปง่ายๆว่าถ้าใครสังกัดสายนางาโต้ (เหมือนข้าพเจ้า!) และต้องการอ่านอะไรน่ารักๆ อ่านแล้วรู้สึกซึ้งๆสบายใจละก็ ห้ามพลาดการ์ตูนเรื่องนี้โดยเด็ดขาด!!! ..... พูดกันตรงๆ .... ต่อให้ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านนิยายซีรีย์หลักนี้มาก่อน .... ข้าพเจ้าก็คงจะชอบการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ดีนั่นแหละ! โอ้วเย่!!!!

 

ตัวอย่างภาพพร้อมคำอธิบายประกอบ (ตามสูตร)

 

 

(สาเหตุที่ทั้งสองได้มาพบกัน ... เจ้าเคียวน์ได้ไปช่วยน้องนางาโต้ที่กำลังงๆตอนจะยืมหนังสือจากห้องสมุด)

 

 

(เหอๆ นิสัยของน้องนางาโต้ในการ์ตูนเล่มนี้น่าร้ากกกจริงๆ)

 

 

(แน่นอนว่าเหล่าตัวละครที่เราๆคุ้นหน้าก็จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องเหมือนกันนะ) 

 

สรุปความรู้สึกเกี่ยวกับการ์ตูนเล่มนี้ (อธิบายความชอบเป็นตัวอักษรนี่ยากวุ้ย เหอๆ)

- อ้ากกก นางาโต้เวอร์ชั่นนี้น่ารักมากกกกก เปิ่นๆ ซุ่มซาม ขี้อาย แถมเล่น PSP อีกด้วย โอ้ววววว 

- อ่านเพลินสุดๆ เพราะมีฉากฮาๆ ฉากน่ารักๆเยอะแยะ แต่ก็ยังมีฉากซึ้งๆระหว่างน้องนางาโต้กับเจ้าเคียวน์ตบท้ายอีก สมแล้วนี่กะเน้นให้เป็นการ์ตูนแนวเลิฟคอมเมดี้จริงๆ

- ตัวละครแต่ละตัวก็ถูกจัดบทบาทใหม่ได้อย่างลงตัวเลย รับรองได้ว่าไม่มีตัวละครไหนตกหล่นไปอย่างแน่นอน 

- ในส่วนเนื้อเรื่องก็สมเหตุสมผลในตัวเอง มีตั้งแต่เหตุผลว่าทำไมน้องเขาถึงสนเจ้าเคียวน์, ไอ้ที่เผลอไปชวนเจ้าเคียวน์เข้าชมรมก็เพราะชมรมจะโดนยุบ รวมไปถึงอดีตที่น้องเขาเคยเจอกับเจ้ฮารุฮิจนทำให้น้องเขากล้าชวนคนอื่นๆเข้าชมรมนั่นแหละ

- อาซาคุระในเรื่องนี้นี่สมควรได้รางวัลตัวประกอบยอดเยี่ยมสุดๆ เพราะเป็นทั้งแม่สื่อ, เพื่อนที่เป็นห่วงเป็นใยเพื่อน หรือแม้กระทั่งเป็นเสมือนคุณแม่จอมเฮี้ยบเลยด้วยซ้ำ อิๆ 

 

สำหรับในครั้งนี้ก็คงจะมีแค่นี้แหละจ้า ก่อนจากก็ขอฝากฉากประทับใจภายในเรื่องอีกซักรูปละกันนะ....

 

(อ้ากกกก เจอแบบนี้ใครไม่เข้าชมรมก็บ้าแล้วเฟ้ยยยยย!!!) 

โอ้ส..! สำหรับในครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอมาพูดถึงหนังที่ถูกยกขึ้นมาพูดท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในบ้านเราอย่าง Hotel Rwanda นั่นเอง รายละเอียดคร่าวๆจะเป็นอย่างไรและข้าพเจ้าจะบ่นๆไร้สาระอีท่าไหนถ้าสนใจก็ลองอ่านได้เลยจ้า ... (ครั้งนี้จะไม่ค่อยมีหน้ายิ้ม หรือคำพวก อิๆ เหอๆ ซักเท่าไหร่อ่ะนะ)

 

 

(นี่แหละหน้าตาของหนังที่ข้าพเจ้าจะพูดถึงในครั้งนี้)

 

รายละเอียดคร่าวๆ (มีท่านอื่นเขียนสรุปได้ดีกว่านี้มาก ถ้าสนใจลองถามอาจารย์ google ได้เลยจ้า)

... หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ฆ่าล้างบางในประเทศ Rwanda อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศอย่าง Tutsi และ Hutu ในปี 1994 เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 800,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นชาว Tutsi) เรื่องราวต่างๆจะถูกเล่าผ่านมุมมองของผู้ดูแลโรงแรมซึ่งเป็นชาว Hutu แต่มีภรรยาเป็นชาว Tutsi โดยตลอดทั้งเรื่องนี้เราจะได้เห็นถึงความโหดร้ายระหว่างคนในชาติเดียวกันจนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องอย่างนี้มันจะเกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้....

 

สรุปความรู้สึกกันตามเคย (จริงๆกะจะเอารูปบางส่วนของเรื่องมาวางประกอบไว้ด้วย แต่ดูแล้วหดหู่จนเผลอลบทิ้ง... ยังไงก็ไปหามาดูเองดีกว่าแหละ)

- ทุกๆคนก็เป็นคนในชาติเดียวกันแท้ๆแต่แค่เพราะมีคนมาแบ่งออกเป็นสองฝ่าย-สองชนชั้น (อย่างในกรณีนี้คือพวกเบลเยี่ยมในอดีต) ทำให้เกิดความขัดแย้ง, ความไม่พอใจกันจนสุดท้ายนำไปสู่การฆ่ากันเองภายในชาติอย่างน่าอนาถ .... ฟังแล้วคุ้นๆมะ .... อ้อ ในหนังนี่มีการใส่เสื้อเพื่อเป็นการประกาศว่าตนเองอยู่ฝ่ายไหนด้วยนะ!!

- พอคนถูกพูดเป่าหูเข้าเรื่อยๆ (ในหนังก็สถานีวิทยุ) คนเราก็สามารถทำอะไรโหดร้ายแบบฆ่าล้างเผ่าอีกฝ่ายได้อย่างไม่รู้สึกผิด ... ไม่ซิ ต้องพูดว่าอย่างสะใจในอารมณ์ด้วยซ้ำ!!! ... ฟังแล้วรู้สึกกลัวมะ .... พวกที่ซ่าตอนมีคนหนุนจนกล้าทำอะไรบ้าๆไม่เคารพกฏหมายก็เห็นออกบ่อย

- เหตุการณ์ฆ่ากันตายเละเทะขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็ยังมีพวกที่อยู่เบื้องหลังคอยตักตวงผลประโยชน์อย่างหน้าด้านๆ แถมยังต้องการปกปิดไม่รับผิดชอบกับผลของการกระทำของตัวเองด้วย .... ฟังแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ...

- ต่อให้เหตุการณ์เน่าเละเทะแบบคนในชาติฆ่ากันเองจริงๆ ก็อย่าไปหวังว่าพวกประเทศอื่นจะเข้ามาช่วยขัดขวาง (We are peace-keepers not peace-makers) ซึ่งข้าพเจ้าเองก็เห็นด้วยเพราะขืนเข้าไปยุ่งจริงๆก็เท่ากับเป็นการละเมิดกิจการภายในประเทศอื่น (ทีนี้มันจะยิ่งมั่วซั่วเละเทะเป็นเรื่องเป็นราวอีก) ... รู้แล้วก็เลยพอจะเข้าใจว่าทำไมคนหลายๆคนกลัวว่าเรื่องจะบานปลาย ... เหตุผลก็ง่ายๆ ... เพราะถ้าบานปลายจริงๆเรื่องมันจะไม่จบง่ายๆอย่างที่เราๆคิดนั่นเอง!

 

เฮ้อ สำหรับในครั้งนี้ผมก็ขอพูดถึงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้แค่นี้ละกันนะ ถ้าใครมีโอกาสก็น่าจะหามาดูไว้ก็ดี ส่วนความเห็นส่วนตัวสำหรับเรื่องร้อนๆในตอนนี้ ส่วนตัวกระผมเชื่อว่า "สิทธิและหน้าที่มันต้องเป็นของคู่กัน" พอเห็น-พอได้ยินพวกที่มาอ้างแต่สิทธิที่ตนพึงได้ลูกเดียว ... แถมยังทำให้ชาติเสียหายเละเทะอีก ... มันก็ ... เซ็งๆนิดหน่อยอ่ะนะ  .... แถมถ้าจะบอกว่าทำไปเพราะเชื่อคำที่คนอื่นบอกว่าจะทำให้ชาติเจริญขึ้น (หรือตัวเองเจริญขึ้น) .... ผมก็คงจะยิ่งเซ็งขึ้นไปอีกมั้ง ......